แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

เมืองปัตตานี

สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์

ห่างจากตัวเมืองปัตตานีประมาณ 1 กิโลเมตร ได้จัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) ในวโรกาสพระชนม์ มายุครบ 80 พรรษา ภายในบริเวณสวนมีพระราชานุสาวรีย์สมเด็จย่าประดิษฐานอยู่ ได้เปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2537 โดยสมเด็จพระพี่นางเธอกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดเป็นสวนสาธารณะที่อยู่ริมทะเลปากแม่น้ำปัตตานี ฝั่งซ้ายไปจนจรดเขตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เป็นสวนสมเด็จแห่งเดียวที่อยู่ติดกับทะเลหลวง เป็นสวนป่าชายเลนตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับมีทิวทัศน์สวยงานร่มรื่น มีสวนน้ำ สนามเด็กเล่น สระว่ายน้ำ ผู้คนนิยมมาออกกำลังกายหรือพักผ่อนหย่อนใจในช่วงเช้าและช่วงเย็น

ธรรมชาติ

พลับพลาที่ประทับรัชกาลที่ 7

พลับพลาที่ประทับของรัชกาลที่ 7 คณะดาราศาสตร์ชาวอังกฤษและเยอรมัน คำนวนว่า พื้นที่จังหวัดปัตตานีสามารถมองเห็นสุริยุปราคาได้ชัดเจนกว่าที่จังหวัดอื่นๆ จึงกราบบังคมทูลเชิญรัชกาลที่ 7 เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร นักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษเตรียมการติดตั้งกล้องและอุปกรณ์ บริเวณสนามหญ้าไกล้ศาลารัฐบาลมณฑลปัตตานี นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมันเตรียมการติดตั้งกล้องและอุปกรณ์บนภูเขาหลังที่ว่าการอำเภอโคกโพธิ์ โดยมณฑลปัตตานีได้สร้างพลับพลาไว้เพื่อเป็นที่ปรับทับของรัชกาลที่ 7 ทั้งที่อำเภอโคกโพธิ์และอำเภอเมืองปัตตานี และพระองค์ได้เสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาทั้งสองแห่ง เมื่อวันที่ 9 พฤษจิกายน พ.ศ. 2472 แต่อำเภอโคกโพธิ์วันนั้นท้องฟ้ามืดครึ้ม ไม่สามารถมองเห็นสุริยุปราคาได้ พระองค์จึงได้เสด็จมาทอดพระเนตรที่เมืองปัตตานีพลับพลาที่ประทับรัชกาลที่7 อยู่ห่างจากตัวเมืองปัตตานีประมาณ 26 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 42 ตั้งอยู่บริเวณที่ว่าการอำเภอโคกโพธิ์

โบราณสถาน

หมู่บ้านทำเรือกอและ หมู่บ้านปะเสยะวอ

บ้านปะเสยะวอ อำเภอปะนาเระ เป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงในการต่อเรือประมงของชาวปัตตานี และนราธิวาสที่มีลักษณะเป็นเรือหัวแหลมท้ายแหลม ระบายสีสันงดงาม เรือกอและมีทั้งขนาดใหญ่ที่เป็นเรือประมงจริงๆ และขนาดเล็กที่จำลองขึ้นเพื่อเป็นของที่ระลึก ฝีมือการต่อเรือกอและ ของที่นี่ได้รับการยอมรับว่าประณีตงดงามด้วยลวดลายที่ผสมกลมกลืนระหว่างศิลปะไทยและมุสลิม ในระยะแรกเลียนแบบเทคนิคการตกแต่งเรือพระราชพิธี คือ การแกะสลัก ซึ่งต้องใช้ฝีมือและความประณีตเป็นอย่างสูง แต่ในระยะหลังใช้การวาดลวดลายจิตรกรรมแล้วระบายสี ทำให้สะดุดตาและสะดวกกว่าเรือกอและ เป็นเรือประมงที่ใช้ในแถบภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย ต่อด้วยไม้กระดาน โดยทำส่วนหัวและส่วนท้ายสูงขึ้นจากลำเรือ หรืออีกแบบจะเป็นแบบหัวสั้นและท้ายตัด นิยมทาสีพื้นตลอดลำเรือ แล้วเขียนลวดลายด้วยสีฉูดฉาด ซึ่งลวดลายอันวิจิตรนี้เองที่เป็นเอกลักษณ์ของเรือกอและ ที่ผสมผสานระหว่างศิลปะไทย อิสลาม จีน และศิลปะอื่น ๆ เนื่องจากอิทธิพลที่ได้รับมาจากสภาพแวดล้อมอันได้แก่ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ สังคมความเป็นอยู่ ซึ่งสังคมความเป็นอยู่ในจังหวัดปัตตานีนั้น ประกอบไปด้วยชนชาติ 3 ชนชาติที่อาศัยอยู่ร่วมกันนั่นคือ ชาวไทยพุทธ ชาวไทยมุสลิมและชาวจีน จิตรกรรมที่ศิลปินไทยมุสลิมวาดตกแต่งเรือกอและมีข้อจำกัดในด้านหลักความเชื่อทางศาสนาอิสลาม จึงไม่มีภาพคนร้องรำทำเพลง หรือลักษณะที่ยั่วยุกามารมณ์ ภาพส่วนใหญ่เป็นภาพสัตว์น้ำ สัตว์ในจินตนาการจากประเพณี ศาสนา วรรณคดี ศิลปการแสดงต่าง ๆ สัตว์หิมพานต์และภาพทิวทัศน์

ชุมชน

มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี

เป็นมัสยิดที่สวยที่สุดของไทย สร้างในปี พ.ศ. 2497 เป็นศูนย์กลางในการประกอบศาสนกิจและเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยมุสลิมในภาคใต้รูปแบบสถาปัตยกรรมมีรูปทรงคล้ายคลึงกับ ทัชมาฮาล ประเทศอินเดีย ตรงกลางเป็นอาคารมียอดโดมขนาดใหญ่มีโดมบริวารสี่ทิศ มีหอคอยอยุ่สองข้างสูงเด่นเป็นสง่า บริเวณด้านหน้ามัสยิดมีสระน้ำสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ภายในมัสยิดมีลักษณะเป็นห้องโถงมีระเบียงสองข้าง ภายในห้องโถงมีบังลังค์ทรงสูงและแคบเป็นที่สำหรับ “คอเต็บ” ยืนอ่านคุฎบะฮ์ในการละหมาดวันศุกร์หอคอยสองข้างนี้เดิมใช้เป็นหอกลางสำหรับตีกลอง เป็นสัญญาเรียกให้มุสลิมมาร่วมปฏิบัติศาสนกิจ ต่อมาใช้เป็นที่ติดตั้งลำโพง เครื่องขยายเสียงแทนเสียงกลอง ปัจจุบันขยายด้านข้างออกไปทั้งสองข้างและสร้างหอบัง(อะซาน) พร้อมขยายสระน้ำและทีอาบน้ำละหมาดไห้ดูสง่างามยิ่งขึ้น ภายในมัสยิดประดับด้วยหินอ่อนอย่างสวยงาม

ศาสนสถาน

เมืองโบราณยะรัง

เปิดประตูกาลเวลาย้อนกลับไปสู่ชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภาคใต้ของประเทศไทย และเชื่อว่าที่นี่คือที่ตั้งอาณาจักรโบราณ “ลังกาสุกะ” หรือ “ลังยาเสียว” ตามที่มีหลักฐานปรากฏในเอกสารของจีน ชวา มลายู และอาหรับ ทั้งนี้ ลักษณะของเมืองโบราณยะรัง สันนิษฐานว่า มีผังเมืองเป็นรูปวงรีขนาดใหญ่ในพื้นที่ประมาณ 9 ตารางกิโลเมตร และเป็นเมืองที่มีการสร้างทับซ้อนกันถึง 3 เมือง โดยขยายตัวเชื่อมต่อกันซึ่งประกอบไปด้วย• เมืองโบราณบ้านวัด  มีศูนย์กลางเป็นลานจัตุรัสกลางเมือง ล้อมรอบด้วยคูน้ำ และมีซากเนินดินโบราณสถาน กระจายอยู่โดยรอบกว่า 25 แห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางทิศตะวันตกและทางทิศเหนือ ในบริเวณพื้นที่บ้านจาเละ• เมืองโบราณบ้านจาเละ มีศูนย์กลางอยู่ที่สระน้ำ ที่โอบล้อมด้วยคูเมืองรูปสี่เหลี่ยม ถัดจากกลุ่มโบราณสถานบ้านวัดขึ้นไปทางทิศเหนือประมาณ 1 กิโลเมตร• เมืองโบราณบ้านปราแว เป็นเมืองคูน้ำคันดินขนาดเล็กที่มีผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านไม่เท่ามีป้อมดินทั้ง 4 มุมเมือง และมีคลองส่งน้ำต่อเชื่อมกับคูเมืองโบราณบ้านจาเละสี่มุมเมืองด้านทิศเหนือทั้ง 2 ด้าน นอกจากร่องรอยของคูน้ำ คันดินคูเมืองโบราณทั้ง 3 แห่งแล้ว ภายในกลุ่มเมืองโบราณนี้ ยังพบซากโบราณสถานเนินดินกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปไม่น้อยกว่า 30 แห่ง

โบราณสถาน

อำเภอโคกโพธิ์

วัดช้างให้

วัดช้างให้ หรือวัดราษฎร์บูรณะ เป็นวัดเก่าแก่สร้างมาแล้ว 300 ปี เจ้าอาวาสองค์แรกชื่อ ท่านลังกา หรือ สมเด็จพะโคะหรือหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ก่อนที่ท่านมรณภาพได้สั่งลูกศิษย์ไว้ว่า ท่านมรณภาพ ขอให้นำศพไปทำฌาปนกิจ ณ วัดช้างให้ สถูปศักดิ์สิทธิ์ซี่งบรรจุอัฐิหลวงพ่อทวด ประดิษฐานอยู่ที่หน้าวัด ชาวบ้านเรียกว่า “เขื่อนหลวงพ่อทวดเหยียบนำทะเลจืด” เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวจังหวัดปัตตานีและประเทศใกล้เคียง มีผู้คนไปกราบไหว้สักการะจำนวนมาก

ศาสนสถาน

บอกเล่าความประทับใจ
ผ่านโปสการ์ด ...
กิจกรรมที่กำลังจะมาถึง